VARผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล

สมัครmm88,โปรโมชั่นmm88,ฟรีเครดิตmm88,ทางเข้าmm88

บททดสอบครั้งสำคัญบนเวทีฟุตบอล

VARผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาจากแดนไกลจากประเทศบราซิล เมื่อปี 2014 หรือ 4 ปีที่ผ่านมา โลกของฟุตบอลได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งนักเตะที่แจ้งเกิดใหม่ในวงการ และทีมชาติมหาอำนาจอย่างอิตาลี แชมป์โลก 4 สมัย และเนเธอร์แลนด์ที่ดับหายไปจากเวทีในระดับนี้

แต่สิ่งสำคัญที่สุดทางด้านเทคโนโลยีของการแข่งขันที่ 4 ปีที่ผ่านมาได้เก็บเกี่ยวบททดสอบในลีกชั้นนำต่างๆ ในยุโรปและนำมาใช้ คืออุปกรณ์ที่เราเรียกกันว่า VAR หรือ Video Assistant Referee ระบบการตัดสินโดยใช้ภาพรีเพลย์หรือไฮไลต์การแข่งขัน โดยใช้ทีมงานประจำอยู่หน้าจอโทรทัศน์สื่อสารกับผู้ตัดสินที่ 1 กลางสนามมาเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับมหกรรมฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ประเทศรัสเซีย

ตามความเข้าใจกันก่อนหน้านี้ว่า VAR คือการรีเพลย์เหตุการณ์ต่างๆ มาช่วยให้กรรมการผู้ตัดสินที่ 1 ในสนามที่นอกจากจะมี Goal Line มาช่วยบ่งบอกว่าเป็นประตูหรือไม่แล้ว ครั้งนี้พวกเขาจะมีตาวิเศษอยู่รอบสนาม โดยมีทีมงานค่อยเฝ้าดูทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามอย่างใกล้ชิด และแจ้งเขาเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ หรือ การตัดสินที่ผิดพลาดเกิดขึ้น

โดยเจ้าหน้าที่ของ VAR จะทำงานอยู่ภายในศูนย์กลางการถ่ายทอด หรือ International Broadcasting Center (IBC) ภายในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ทีมประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ VAR 1 คน และผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ VAR อีก 3 คน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรีเพลย์อีก 4 คน ที่จะคอยตรวจสอบหน้าจอการถ่ายทอดสดจากหลายมุม รวมถึงกล้องถ่ายทอดสดที่ใช้สำหรับตรวจสอบการล้ำหน้าอีก 2 ตัว

ฟีดการถ่ายทอดสดออกจาก IBC ทาง VAR จะส่งสัญญาณภาพรีเพลย์จากหลายมุมกล้องที่ถูกตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ VAR และภาพสถานการณ์ภายในห้องทำงานของทีม VAR ในระหว่างการตรวจสอบ ทีมงาน VAR จะทำหน้าที่ช่วยเหลือการตัดสินใจของผู้ตัดสินที่ 1 หรือกรรมการในสนาม โดยแบ่งเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อเกมการแข่งขันออกเป็น 4 ชนิด

1. ประตูที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่นำไปสู่ประตู

หน้าที่ของ VAR คือช่วยให้กรรมการตัดสินว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ไม่ควรเป็นประตูหรือไม่ เช่น ลูกฟุตบอลข้ามเส้นไปแล้วหรือไม่ หรือถูกขัดจังหวะการเล่นจนมีผลกระทบต่อเกมหรือไม่

2. การตัดสินให้หรือไม่ให้จุดโทษ และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจ

VAR จะช่วยให้มั่นใจว่าการตัดสินใจให้หรือไม่ให้จุดโทษเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุดตามภาพของเหตุการณ์

3. ใบแดงโดยตรง

VAR จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการให้หรือไม่ให้ใบแดงกับนักเตะ

4. การระบุตัวนักเตะผิดคนในแต่ละเหตุการณ์

เพื่อเป็นการช่วยให้กรรมการไม่ส่งนักเตะผิดคนออกจากสนาม VAR จะช่วยให้ข้อมูลกับกรรมการเพื่อให้บทลงโทษกับนักเตะที่กระทำผิด

 

ในระหว่างการแข่งขัน ทีมงานของ VAR จะใช้เวลาหาข้อผิดพลาดที่นำไปสู่เหตุการณ์ทั้ง 4 อย่าง และจะสื่อสารกับผู้ตัดสินที่ 1 ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ผิดพลาดอย่างชัดเจน หรือเหตุการณ์สำคัญที่กรรมการอาจไม่ทันได้สังเกตเกิดขึ้น

 

 

ผู้ตัดสินที่ 1 สามารถดีเลย์การเริ่มต้นเกมใหม่ได้ทุกเมื่อเพื่อสื่อสารกับทีมงาน VAR และจะให้สัญญาณกับทุกคนโดยชี้ไปที่หูของเขาเอง และเมื่อทั้งกรรมการและทีมงาน VAR เห็นตรงกัน กรรมการจะทำสัญลักษณ์เพื่อขอดูภาพอีกครั้ง โดยใช้คำทางการว่า Official Review ซึ่งเป็นท่าทางเหมือนการทำมือเป็นสัญลักษณ์เหมือนจอโทรทัศน์

 

 

ผู้ตัดสินที่ 1 สามารถตัดสินตามคำแนะนำของทีม VAR หรือสามารถเดินไปตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยตัวเองที่จอมอนิเตอร์ข้างสนามและตัดสินตามภาพเหตุการณ์ที่เห็น

 

โดยเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของทีม VAR จะถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า ซึ่งจะสามารถตรวจสอบการสื่อสารทั้งหมดระหว่างทีมงาน VAR และกรรมการ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับระบบผู้ช่วยผู้ตัดสิน VAR มากขึ้น ด้วยการส่งข้อมูลข่าวสารอัปเดตให้ทางผู้บรรยายกีฬาและทางเว็บไซต์ เพื่อให้สื่อพันธมิตร สื่อผู้ได้ลิขสิทธิ์ และผู้บรรยายกีฬาทราบรายละเอียดของการตรวจสอบ รีเพลย์ของทีม VAR

 

 

นอกจากนี้สัญญาณการถ่ายทอดสดในระหว่างที่ใช้งาน VAR สัญญาณถ่ายทอดสดจะแบ่งออกเป็น 3 หน้าจอ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยจอใหญ่สุดทางด้านซ้ายจะเป็นภาพหลักของนักเตะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จอด้านขวาบนจะเป็นภาพผู้ตัดสินที่ 1 ตลอดเวลา เพื่อให้เห็นสัญญาณทุกอย่างจากกรรมการ

ส่วนช่องที่ 3 ด้านขวาล่างจะเป็นภาพของนักเตะและโค้ช แต่จะตัดภาพไปเป็นห้องทำงานของ VAR เมื่อกรรมการส่งสัญญาณขอดูภาพช้าอย่างเป็นทางการ สุดท้ายเมื่อการตัดสินเกิดขึ้นทางจอยักษ์บนหน้าจอภายในสนาม กราฟิกจะขึ้นข้อความผลการตัดสินบนหน้าจอ เช่น หากกรรมการตัดสินเปลี่ยนไม่ให้ประตู ก็จะขึ้น No Goal และให้เหตุผลด้านล่างว่า Offside

จากคำพูดของ มิเชล พลาตินี อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่เคยกล่าวต่อต้านวิดีโอรีเพลย์ระหว่างการแข่งขันไว้เมื่อปี 2009 แต่ผลักดันให้เพิ่มกรรมการหลังประตูแทน 9 ปีผ่านไป วันนี้วิดีโอรีเพลย์ระหว่างการแข่งขันเดินทางมาถึงฟุตบอลโลกภายใต้ชื่อ VAR แล้ว

แต่ด้วยคำอธิบายด้านบนที่เราได้รับจากฟีฟ่า ก็อดคิดไม่ได้ว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้ ผู้ตัดสินทุกคน ทีมงานหลายพันชีวิตที่จะต้องเข้าร่วมระบบนี้มีความเข้าใจในการทำงานของ VAR ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วหรือยัง และถ้าระบบใช้เวลาทำงานมากกว่าที่คิด VAR จะทำลายความลื่นไหลของเกม และทำให้ฟุตบอลหมดความลื่นไหลของเกม ซึ่งนับว่าเป็นเสน่ห์หลักอย่างหนึ่งหรือไม่

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลีกที่มีมูลค่าการตลาดมหาศาลทั่วโลก ตัดสินใจไม่เริ่มต้นใช้ระบบ VAR ในฤดูกาล 2018-2019 แต่จะยังคงทดสอบระบบต่อไป โดยให้เหตุผลว่าในช่วงการทดสอบได้เห็นปัญหาเกี่ยวกับผู้ใช้ระบบอย่างต่อเนื่อง

โดย VAR ควรจะถูกใช้ในเวลาที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากกรรมการ แต่ในการตัดสินให้จุดโทษกับทีมชาติอิตาลีกับเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติอังกฤษครั้งนี้มีการถกเถียงการให้จุดโทษกันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการดูภาพช้าจากหลายมุมแล้วก็ตาม

และนี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นความยุ่งยากของ VAR เนื่องจากกรรมการต้องดูเหตุการณ์ที่นำไปสู่การฟาวด์หรือประตู ทำให้การตัดสินใจของกรรมการช้าลงในการแข่งขัน บวกกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ซึ่งคาดว่าสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษตัดสินใจไม่ต้อนรับ VAR มาใช้งานในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า

นอกจากนี้ในการทดลองใช้งานกับเอฟเอคัพ และคาราบาว คัพ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เกิดการตัดสินผิดพลาดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะเกมเอฟเอคัพ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ 2-0 ที่ทีมงาน VAR แจ้งว่าลูกยิงของมาตา จังหวะล้ำหน้า ทั้งที่ทำเส้นกราฟิกออกมาเบี้ยว ทำให้เห็นในตอนนั้นว่ามาตาไม่ล้ำ VARผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล